Posted by: songwarin
on 31 ม.ค. 2012
Tagged in: Untagged
ทำไปทำมาเห็นWomen40Plus Blogเป็นที่ระบายซะงั้น พอมีเรื่องคับอกข้องใจทีไรก็นึกถึงทุกที ก็มันอยากจะบอกอยากจะพูดน่ะ ในฐานะแม่ลูกสองแถมวัยก็ล่วงเลยก้าวเข้าสู่วัยทองซะด้วย ไม่มีอะไรมากก็แค่ไม่อยากให้เด็กๆวัยรุ่นผู้น่ารักสดใสสมวัย เป็นเด็กที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้แต่ตำรับตำรา ไม่ได้ถูกสอนให้เรียนรู้เรื่องราวพื้นๆ เรียบง่ายและแสนจะธรรมดา อย่างเรื่องการช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้คนอื่นเหนื่อยน้อยลง ( ยังไม่อยากพูดถึงการช่วยเหลือผู้อื่นนะ เพราะตัวเองยังเอาไม่รอดแล้วจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร)
ขอเถอะนะคะสำหรับคนเป็นแม่ทั้งหลาย หัดให้ลูกได้ทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็งานบ้านเล็กๆน้อย ให้เขาช่วยหยิบช่วยจับ ช่วยทำ บางท่านอาจจะค้านว่า"ไม่จำเป็นเพราะมีคนทำให้ทุกอย่างอยู่แล้ว" แต่....อย่าลืมว่าเด็กๆต้องมีชีวิตเ็ป็นของตัวเอง อีกหน่อยเขาต้องมีเพื่อนฝูง โตขึ้นก็มีเพื่อนร่วมงาน เราเองหรือใครๆก็ไม่อาจตามไปดูแลรับใช้เขาได้ทุกที่หรือตลอดเวลา และลึกๆแล้วเราเองก็ไม่อยากให้ใครมาว่าลูกหลานของเรา ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ว่าโตแล้วยังทำอะไรไม่เป็น ไม่มีน้ำใจ(จริงๆแล้วเขาอาจจะอยากช่วยแต่ว่าทำไม่เป็นก็เลยไม่กล้ากลัวทำไม่ถูก) เรื่องของเรื่องเจอมากับตัวเองแต่ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่บ่นให้ฟัง ตามประสายัยแก่ขี้บ่นน่ะ เฮ้อ!
Posted by: songwarin
on 22 ธ.ค. 2011
Tagged in: Untagged
อนิจจัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวใช่ตน ฟังดูง่ายเข้าใจได้แต่ทำใจยาก ใครต่อใครต่างก็รู้เมื่อมีพบย่อมมีพราก มีการจากคนที่เรารักและรักเรา เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนควรยอมรับ และทำใจ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยสำหรับการจากไปก่อนวัยอันสมควรของเพื่อน แต่ความโศกเศร้าเสียใจของใครต่อใครที่ยังอยู่ คงเทียบไม่ได้กับความทุกข์ของคนเป็นแม่ที่ต้องจำใจจากลูกสาวลูกชายอันเป็นแก้วตาดวงใจไปอย่างไม่มีวันกลับ ก่อนวัยอันสมควร ความเป็นแม่ย่อมรักและผูกพันกับลูกของตนยิ่งกว่าใครๆ และย่อมเพิ่มเป็นหลายเท่าทวีคูณเมื่อเธอต้องเลี้ยงลูกทั้งสองคนมาตามลำพัง ตั้งแต่ลูกยังเล็กหลังจากหย่าขาดกับพ่อของลูก เนื่องจากเธอรับไม่ได้ที่เขาไปมีภรรยาอีกคน แถมยังมีลูกด้วยกันอีก
Posted by: songwarin
on 18 ต.ค. 2011
Tagged in: Untagged
Posted by: songwarin
on 05 ต.ค. 2011
Tagged in: Untagged
ย๊ากอยาก อยากเขียนนู่นเขียนนี่ตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่ได้เริ่มซักที ตอนแรกก็อ้างนู่นอ้างนี่เป็นต้นว่าไม่มีเวลาบ้างล่ะ ลูกกวนบ้างล่ะ สังเกตุให้ดีจะเห็นว่าเฝ้าโทษแต่คนอื่น ไม่พูดเอ๊ยเขียนสักนิดว่าเป็นเพราะตัวเองขี้เกียจ จริงๆแล้วบอกตรงๆก็ได้ว่าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง แล้วจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรดี เพราะ....ตัวเองเรียนมาน้อยไม่มั่นใจว่าเขียนแล้วจะมีคนอ่านหรือไม่ แต่เผอิญเป็นคนค่อนข้างโชคดีที่คนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือลูกๆต่างก็ยุยงส่งเสริม ทั้งผลักทั้งดันบอกว่า แม่อยากเขียนอะไรเขียนไปเลยถ้าไม่มีใครอ่านเดี๋ยวพวกเราอ่านกันเองก็ได้...ฮ่า...ๆ เห็นไหมทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มที่หน่วยที่เล็กที่สุดคือครอบครัวก่อน
เริ่มเขียนเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อคราวกลางปี2545 เกือบสิบปีมาแล้วคือ"ครอบครัวสุขสันต์"เหมือนมาดาม40plusพูดไว้เป๊ะ แอ่นแอ๊น....เริ่มเลยนะ ครอบครัวของเรา(แน่นอนคงไม่บังอาจเขียนเรื่องราวของใคร) มีสมาชิกทั้งหมดสี่คน นอกนั้นก็เป็นสมาชิกรอบรั้วเดียวกัน ทั้งที่เจตนาหามาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคือเจ้าปุ้ยกระต่ายขนปุยที่เชื่องเหมือนสุนัข ส่วนที่ไม่เจตนาแต่ก็เต็มใจเพราะเห็นว่าไม่มีพิษมีภัยอะไร ซึ่งมีอยู่สองประเภท คือเจ้าประจำอันได้แก่ จิ้งจก,จิ้งเหลน,อึ่งอ่างแล้วก็คางคก เรียกว่าใครที่ไม่พิสมัยสัตว์เหล่านี้ต้องทำใจกันพอสมควรแหละก่อนจะมาเยือนบ้านเรา อีกพวกคือขาจรที่นึกจะมาก็มานึกอยากจะไปก็ไป นั่นคือบรรดานกทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นนกเอี้ยง(สมัยนี้หาควายให้เลี้ยงยากซะด้วย) นกต้อยตีวิด นกปรอดหัวจุกที่เห็นหน้าค่าตากันถี่ตอนชมพู่เริ่มแก่ แล้วก็นกกระจอกซึ่งมีมากที่สุด(บ่งบอกว่าบ้านนี้มีแม่บ้านกระจอกหรือเปล่าก็ไม่รู้แฮะ) อ้อ!บางวันมีนกเขาด้วย ต่างก็บินว่อนร่อนถลามาส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้ได้ยินทุกวัน แต่มีพิเศษสุดอยู่คราวหนึ่งที่นกมาทำรังบนต้นมะม่วงในบ้านเราซึ่งสูงจากพื้นดินแค่3-4เมตรเอง ครั้งนั้นทุกคนต้องสร้างนำ้อดผสมนำ้ทนเฝ้าดูจนลูกนกฟักออกมาเป็นตัว และระหวางนั้นต่างก็สงบเสงี่ยมเจียมตนแบบเต็มใจ ตั้งแต่สังเกตุเห็นพ่อแม่นกคาบใบหญ้ามาทำรัง เพราะขืนกระโตกกระตากส่งเสียงดังแล้วนกตกใจบินเตลิดเปิดเปิงหนีไปละก็แย่เลย ธรรมชาติอุตส่าห์สร้างสรรค์สิ่งดีๆมาให้ชมถึงในบ้านแท้ๆเชียว ได้เห็นแบบชิดใกล้และใกล้ชิดโดยไม่ต้องพึ่งพากล้องส่องทางไกล
บ้านของเราอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณสามกิโลฯ กรุณาอ่านซ้ำ สามกิโลฯไม่ใช่สามร้อยนะคะ แทบไม่น่าเชื่อว่าไมมีรถโดยสารผ่าน เราจึงต้องไปตลาดเป็นงานเป็นการอาทิตย์ละครั้งเพราะพาหนะสำคัญที่พาเราไปไหนต่อไหน คุณพ่อต้องขับไปทำงานทุกวัน จันทร์-ศุกร์ จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนสุพรรณ แต่ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆแบบว่าไปไหนไปด้วยช่วยกันอุ้ม โดยเฉพาะเวลาไปตลาดลูกสาวจะชอบมากเพราะนอกจากจะได้เจอะได้เจอได้พบได้เห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆแล้ว บางครั้งบางคราวยังทำให้พ่อกับแม่หน้าแตกดังพอๆกับเสียงลูกสาวร้องบอกด้วยความตื่นเต้นว่า...."คุณแม่มาดูใส้เดือนตัวโต๊โต" พร้อมทั้งชี้นิ้วน้อยๆไปยังกาละมังปลาไหล ก็หนูเคยเห็นแต่ไส้เดือนเวลาพ่อกับแม่ขุดดินปลูกต้นไม้นี่นา
พูดถึงพาลูกไปตลาดด้วย อันดับแรกพ่อกับแม่ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่า จะต้องเสียเวลากว่าไปตามลำพังแน่นอน เพราะลูกจะซักนู่นถามนี่ไม่ได้หยุด เรซึ่งเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องคอยตอบคำถามไม่ได้หย่อนเหมือนกัน บางทีเจออะไรแปลกๆหรือชอบก็หยุดดูอยู่นาน อย่างปูนาเป็นๆจนแม่ค้าต้องจับใส่ถุงให้ถึงได้ยอมไป แต่ถ้าเจอปลานา(หมายถึงปลาที่มีอยู่ในธรรมชาติไมใช่ปลาเลี้ยง) แม่ก็จะพาหยุดเองเพราะต้องซื้อเป็นประจำ ส่วนมากแม่ค้าจะรับซื้อจากชาวบ้านมาอีกทีเป็นปลาจากแม่น้ำป่าสักหรือไม่ก็มาจากเขื่อนส่าสักฯ ซึ่งมีหลากหลายชนิดมากทั้งปลาช่อน,ปลากด,ปลานิล,ปลาตะเพียน,ปลาเนื้ออ่อน,ปลาซิวแก้วฯลฯ ส่วนใหญ่ลูกจะรู้จักเกือบหมด แถมชอบกินอีกต่างหาก บางทีเจอปลาที่มีไข่อยู่เต็มท้อง ลูกบอกถ้าปล่อยให้ออกเป็นตัวคงมีเป็นหมื่นเป็นแสนตัวเลยเนอะ น่านน่ะซิเขาถึงไมให้จับในฤดูวางไข่ไง จากการที่พาลูกไปตลาดด้วยจะพบว่าลูกทานข้าวได้มากและหลากหลาย อาจเป็นเพราะเขาได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อ บางครั้งยังมีโอกาสช่วยทำอีกต่างหาก
วันเสาร์-อาทิตย์ จะเป็นวันครอบครัวจริงๆโดยไม่ต้องรอถึงเดือนเมษายน นอกจากไปตลาดแล้วกลับมาก็จะทำนู่นทำนี่ด้วยกัน ทำกับข้าว บางทีก็ทำขนม ลูกสาวก็จะสนุกตั้งแต่เริ่มเตรียมอุปกรณ์และส่วนผสม ซึ่งเป็นสูตรของแม่ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ได้วิจิตรพิศดาร แต่พิเศษกว่าใครๆตรงที่ มีส่วนผสมความสนุกของลูกบวกกับความสุขของพ่อกับแม่เข้าไปด้วย และขนมสูตรเด็ดของแม่ส่วนใหญ่จะมีไข่และนมเป็นส่วนผสมเกือบทุกอย่าง งานนี้น้องใบตองอาสาตีไข่เอง สนุกเค้าล่ะ แรงไปนิดหกไปหน่อยก็ไม่เป็นไร วันไหนทำกรอบเค็มยิ่งสนุกกันใหญ่เพราะลูกอาสานวดแป้งเอง ได้ที่แล้วก็ปั้นเป็นรูปไข่,ลูกบอล,ดอกไม้ บางทีไม่นึกไม่ฝันว่ากำลังทำขนมกินคือลูกสาวปั้นเป็นรูปไส้เดือน บางครั้งก็ปั้นเป็นรูปหัวใจ วงล้อ แล้วแต่จินตนาการจะพาไป พอทอดเสร็จ(อันนี้ฝีมือแม่)ก็จะทานกันอย่างเอร็ดอร่อยเพราะเป็นขี้มือ เอ๊ยฝีมือของตัวเอง.....
หลายครั้งหลายคราที่พ่อกับแม่ต้องทำตัวเป็นจิ้งจกตุ๊กแก คือปรับตัวให้เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของลูก คือถ้าที่โรงเรียนเขามีของเล่นแปลกๆใหม่ๆซึ่งพ่อกับแม่ไม่เคยเจอ(เออ!ถ้าเป็นหมากเก็บหรือหนังยางก็ว่าไปอย่าง) ลูกสาวก็จะใช้สายตาวิงวอน กึ่งขอร้องแกมบังคับให้มาอบรมพร้อมสาธิตวิธีการเล่น เพื่อให้พ่อหรือแม่เป็นตัวสำรองเอาไว้ฝึกวิทยายุทธ์ไว้ไปประลองเล่นกับเพื่อนๆ วันไหนเล่นเกมเศรษฐีแล้วลูกสาวคนเล็กเป็นนายธนาคารยิ่งสนุกใหญ่ เล่นไปเล่นมานายธนาคารเกิดง่วงนอนขึ้นมา ก็จะบอกหนูขอนอนก่อนนะใครจะเบิกสตางค์หรือทำอะไรก็จัดการเอาเอง แหมสุดแสนจะไว้ใจในความซื่อสัตย์สุจริตของลูกค้าน่าดู คงมั่นใจว่าพ่อ,แม่แล้วก็พี่ไม่โกงแน่นอน โถจะนอนทั้งทีขอมีส่วนร่วม(ไม่รับรู้)ด้วยนะเออ
เวลาใครต่อใครไปบ้านเรา พอเข้าบ้านปุ๊บก็จะมองฝาผนังด้วยความงุนงงสงสัย เนื่องจากคุณพ่อใจดียกให้ด้านหนึ่งเลย ลูกๆจะขีดจะเขียนจะวาดอะไรก็ได้ วันดีคืนร้ายแม่ก็ร่วมละเลงด้วยเวลาลูกชวน ก็พ่อเขาบอกว่าผนังเลอะก็ทาสีใหม่ได้ แต่ความสุขสนุกสนานและจินตนาการของลูก เวลาเกิดขึ้นแล้วหดหายไปก็ยากที่จะเรียกกลับคืนมาใหม่ให้เหมือนเดิมได้
แม้แต่ก่อนนอนยังมีเรื่องให้หัวเราะเลย คือที่บ้านจะอ่านนิทานให้ลูกฟังแทบทุกคืนตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยให้ลูกเป็นคนเลือกเองว่าจะให้อ่านเรื่องไหน พอเริ่มอ่านได้สักสองสามประโยคก็จะมีเสียงหาวตามมาทันที และเสียงล้อเลียนก็จะตามมาติดๆ เพราะแทนที่คนฟังจะง่วงกลับเป็นคนเล่าง่วงก่อนทุกที บางทีง่วงจัดจนเบลอเล่าผิดพลาดคลาดเคลื่อน เจอเบรกเอบีเอสเข้าอย่างจังแทบหัวทิ่มหัวตำหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง คือส่วนใหญ่ลูกจะจำได้หมดว่าเรื่่องไหนเป็นอย่างไรเพราะให้อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางเรื่องให้อ่านติดต่อกันเป็นอาทิตย์ อย่างเรื่องทาร์ซาน เมล็ดถั่ววิเศษ ร่มยายขำ และนกพิราบกับผึ้งน้อย เป็นต้น
สรุปแล้วบ้านของเราจะมีความสุขสนุกสนานกันตลอดไม่ว่าจะทำอะไร เนื่องจากทุกคนมีความผูกพันกันมาก หวั่นๆเหมือนกันว่าจะพันกันแน่นแฟ้นแบบซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนแกะไม่ออกเวลาลูกต้องไปเรียนต่อที่อื่น จากความใกล้ชิดสนิทสนมกันนี่เองทำให้ทุกคนมีความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามาในครอบครัวจึงลดน้อยถอยลงจนหมดไปโดยปริยาย ..........ส่องวารินทร์
Posted by: songwarin
on 02 ต.ค. 2011
Tagged in: Untagged
ใจจดใจจ่อรอวันที่โรงเรียนลูกปิดเทอม จะได้จัดแจงแสดงฝีมือนวยนาดฟาดตะหลิว,ทัพพีทำกับข้าวกินกัน ให้บันเทิงเริงรมณ์ไปเลย เพราะปกติอยู่กันตามประสาสองเฒ่าผู้เหงาหงอย ก็ทำกับข้าวกินเองทุกวัน เรียกว่าโขลกพริกแกงกันจนกล้ามเป็นมัดๆ เพราะคุณสามีไม่ชอบกินกับข้าวสำเร็จรูป พริกแกงที่เขาทำขายก็ไม่เวิร์ค ดีที่คนเป็นภรรยา ( ก็ข้าพเจ้านี่แหละ)ชอบทำกับข้าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เลยเข้าทางของเราทั้งคู่ โชคดีไป แต่กับข้าวที่สามีชอบจะเป็นประเภทแกงป่า,แกงส้ม,ต้มยำ,น้ำพริกผักต้มอะไรประเภทนี้ แต่ถ้าลูกจะเป็นพวกผัดๆทอดๆอบบ้าง ตุ๋นบ้างอะไรพวกนี้ พลิกแพลงแต่งเติมตามแต่ของสดที่มีอยู่ บวกกับประสบการณ์เก่าแก่(ตามวัย)ของแม่ ครั้งไหนที่ลูกสาวกลับบ้านพร้อมกัน ได้เวลาทำกับข้าวสามสาวก็สุมหัวกันขลุกอยู่ในห้องครัวกันเป็นที่วุ่นวาย(สนุกสนานด้วยขอบอก)พอทำเสร็จ สัจธรรมก็บังเกิด เมื่อลูกสาวพูดว่า หนูรู้แล้วว่าทำไมใครๆถึงไม่ชอบทำกับข้าวกิน ก็ใช่น่ะสิไหนจะครก,หม้อชามรามไห ถ้วยโถโอชาม,ช้อนซ่อม ต้องล้างต้องเก็บเข้าที่เข้าทาง จริงๆมันดี(แม่ไม่เหนื่อยเพราะมีผู้ช่วย..ฮิ...ฮิ) แต่ก็ดีกับลูกด้วยนา เพราะลูกทำกับข้าวเป็น จ่ายตลาดเป็นด้วยเพราะแม่ชวนไปช่วยหิ้วของตลอดๆ ไม่ได้เป็นแบบงูๆปลาๆด้วย ก็แม่ช่างเลือกเรื่องมากซะ ปลาไม่สดตาไม่ใสเหงือกไม่แดงอย่าหวังว่าจะมีบุญได้เข้าครัวของแม่เป็นต้น แต่เวลาแห่งความสุขมันช่างแสนสั้นแค่สองวันเอง เพิ่งไปรับมาเมื่อเย็นวันศุกร์ เช้าวันอาทิตย์ลูกสาวก็ต้องไปเรียนพิเศษแล้ว แล้วมันปิดเทอมตรงไหนเนี่ย ความจริงก็ไม่มีใครบังคับ แต่เขาอยากไปเองเราคนเป็นพ่อเป็นแม่จะทำอะไรได้ นอกจากจะจัดให้ สนับสนุน ปัจจัยกันไปตามสมควร