จากบทความ - พี่นี้มีแต่ให้ - ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
Posted by: nadrda
on 05 ก.พ. 2012
|
บุคคลผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่ใครๆเรียกท่านว่า “อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์” ได้ลงบทความชื่อ “พี่นี้มีแต่ให้” ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 3 - 9 กุมภาพันธ์ 2555 ใจความถึงการก่อกำเนิดของสังคมที่มี “ราชา” เป็นผู้นำ การที่ราชาสร้างและรักษาอำนาจไว้ด้วยการให้ การให้ตอบของคนในสังคม (ดังเช่นภาษี) ที่มีต่อราชา รวมไปถึงการเปรียบเทียบการให้กับชนเผ่าหนึ่งในแอฟริกา ว่า การให้ของคนเผ่านั้น ถือเป็นประเพณี ดังนั้น จึงไม่มีผู้ให้ ที่มีบุญคุณต่อผู้อื่น ไม่มีผู้รับ ที่เป็นหนี้บุญคุณต่อผู้ให้
ท่านว่า ทั้งผู้ให้ และผู้รับ ทั้งสองฝ่ายนี้ต่างก็ให้ซึ่งกันและกัน แต่การให้ของราชากลับถูกเรียกว่าเป็นการสร้างบุญคุณ การให้ของคนในสังคมกลับกลายเป็นถูกเรียกว่าเป็นการใช้หนี้บุญคุณ การมองสิ่งที่เรียกว่า “การให้” ในสองมาตรฐาน ก่อให้เกิดสังคมศักดินาขึ้นมา
ไม่ทราบว่าผู้อ่านท่านอื่นมองความเห็นของท่านผู้นี้อย่างไร แต่สำหรับผู้เขียน มองว่า การให้ในด้านที่ท่านมอง ก็มีให้เห็นอยู่ ดังเช่น “การให้” อย่างตามใจผู้รับ ให้เพื่อรักษาประโยชน์ตน จนกลายเป็นสิ่งที่เรารู้จักในนาม “ประชานิยม”
ผู้เขียนมองว่า ท่านมักคุ้นกับศาสนาพุทธเป็นอย่างดี แต่ในขณะที่ท่านเขียนบทความ ท่านคงลืมนึกไปถึงธรรมต่างๆในพุทธศาสนา เช่น ทศพิธราชธรรม ประมาณ กตัญญู วิภัชชวาทะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เจตนา”
การกระทำทุกอย่างล้วนเริ่มจากเจตนา* ท่านมองราชาว่าให้เพียงเพื่อรักษาอำนาจ แต่ท่านคงลืมไปว่า ราชานั้น มีทศพิธราชธรรม** การให้ของพระราชาจึงมาจากธรรมที่ถือ พระราชาย่อมมีหลักธรรมที่ใช้เป็นแนวในการปกครองบ้านเมือง (รัฏฐานุบาลโนบายราชธรรม) ย่อมทราบว่า "ให้" อย่างไร ประชาจึงจะอยู่อย่างสงบสุข สร้างฐานะได้อย่างถาวร หรืออยู่อย่างสมดุลกับสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ให้อย่างตามใจ จนอาจกลายเป็นผลเสียในภายหลัง หรือให้เพื่อรักษาอำนาจเพียงอย่างเดียวอย่างที่ท่านมอง
การให้ของพระราชา จึงมีได้หลายลักษณะ เช่น การให้แนวพระราชดำริ เช่น แนวพระราชดำริต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกคือการเป็นอยู่อย่างพอเพียง การให้พละกำลัง เช่น การที่เสด็จไปยังถิ่นต่างๆเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้อง ที่ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อชุมชน เพื่อแก้ปัญหาในชุมชน หรือแม้แต่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ การให้ราชทรัพย์ เพื่อเป็นทุนในการดำเนินการโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาอย่างถาวร การให้แบบอย่างที่ดีกับประชา ด้วยการดำเนินวิถีชีวิต เช่น การเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ประหยัด อยู่อย่างมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การอ่อนน้อม เป็นต้น
ท่านควรมองการให้ด้วยการแยกแยะแบบวิภัชชวาทะ*** การมองเห็นแบบดิ่งไปทางเดียวของท่าน นอกจากอาจจะทำให้ท่านประมาณเจตนาของพระราชาผิดไปแล้ว ท่านยังอาจสร้างความรู้สึกที่ว่า “การให้” ไม่ว่าจะของพระราชา หรือของใครๆนั้นมีคุณค่าต่อคนในสังคมอีกด้วย
หากคนในสังคมการเห็นว่า ทาน หรือ บุญ ไม่มีผลอันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ในพุทธศาสนา หรือหากคนในสังคมขาดกตัญญูกตเวที สังคมจะเป็นอย่างไร (แม้ว่าท่านจะออกตัวว่าไม่ได้มีเจตนาในการเนรคุณกับกตัญญูตาภาพเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม)
หมายเหตุ
* เจตนา ความตั้งใจ ความจงใจ เป็นตัวการในการทำกรรม หรือกล่าวได้ว่า เป็นตัวกรรมเลยทีเดียว ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” แปลว่า เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
** ราชธรรม ธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน,คุณสมบัติของนักปกครองที่ดี สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรม และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี
***วิภัชชวาทะ การแยกแยะเรื่องนั้นๆว่ามีข้อเท็จจริงอะไรบ้าง การกระทำนั้นๆมีข้อที่ถูกผิดอย่างไร เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งนั้นเรื่องนั้นอย่างชัดเจน มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เช่น มองเห็นความเป็นอนัตตา เป็นต้น ไม่มองอย่างตีคลุมหรือเห็นแต่ด้านเดียว แล้วยึดติดในทิฏฐิต่างๆ อันทำให้ไม่เข้าถึงความจริงแท้ตามสภาวะ
(ความหมายธรรมอื่นๆ ท่านผู้อ่านสามารถค้นได้จาก http://www.84000.org/) |







