เคยอ่านพบในหนังสือเรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง ว่า เด็กๆสมัยนั้น อายุประมาณ 7 ขวบ ก็ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ใหญ่แล้ว และมักไม่ได้รับการดูแลด้านจิตใจ ปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับเด็กมากขึ้น ดังจะเห็นจากความหลากหลายของหนังสือเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีวางขายในท้องตลาด ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆที่บิดามารดาควรทราบเกี่ยวกับเด็ก เช่น อาหาร การจัดสภาพแวดล้อม การกระตุ้นพัฒนาการ เพื่อให้เด็กเติบโตโดยมีความบริบูรณ์ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ สติปัญญา การให้การศึกษา เพื่อพัฒนาการทั้งสมองซีกขวาและซ้าย เป็นต้น จนเป็นเหตุที่น่าให้เชื่อว่าคนในยุคปัจจุบัน หากไม่เป็นเพราะความผิดปกติทางสมอง ก็คงยากที่จะมีใครถูกเรียกได้ว่า “ปทปรมะ”
คำว่า ปทปรมะ นี้ เชื่อว่าชาวพุทธส่วนใหญ่เรียนรู้มาว่าหมายถึงผู้ที่ “โง่” จนไม่สามารถสั่งสอนได้ แม้ว่า ปทปรมะ อาจถูกนำมาเรียกบุคคลดังกล่าว หากมองในยุคปัจจุบัน ผู้ที่มีปัญญา ที่ผู้อื่นสรรเสริญว่าเป็นคน “ฉลาด” ก็อาจถูกเรียกว่า ปทปรมะ ในทางพุทธศาสนาได้เหมือนกัน
สมเด็จพระสังฆราช ได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับคำว่าปทปรมะไว้ ดังนี้
“ปุริสทัมมสารถิ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเหมือนอย่างสารถี ฝึกบุรุษบุคคลที่ควรฝึก ก็คือ บุรุษบุคคที่ฝึกได้
ซึ่งคำนี้ ปุริสทัมมสรถิ บุรุษบุคคลที่ฝึกได้ หรือ เวไนยนิกร หมู่แห่งชนที่พึงแนะนำได้ อบรมได้ ก็หมายถึงบุคคล ๓ จำพวกดังกล่าวมาแล้ว คือ
อุคฆติตัญญู บุคคลที่รู้ได้เร็ว
วิปจิตัญญู บุคคลที่รู้ได้ช้าเข้าหน่อยหนึ่ง คือ เมื่อยกหัวข้อขึ้นแล้วก็ต้องอธิบาย
เนยยะ บุคคลที่พึงแนะนำได้ อบรมได้ คือ ต้องพร่ำสอนกันอยู่บ่อยๆ หลายครั้งหลายหน
สามจำพวกนี้เป็นปุริสทัมมะ บุรุษบุคคลที่พึงฝึกได้ เป็นเวเนยยะ หรือ เวไนยนิกร หมู่ชนที่พึงฝึกได้ แนะนำอบรมได้ พระพุทธเจ้าย่อมทรงสั่งสอนได้แก่บุคคลทั้ง ๓ จำพวกดังกล่าวนี้ และคำนี้เองก็บ่งว่าจะต้องมีอีกพวกหนึ่ง คือ พวกที่ฝึกไม่ได้ คือ ไม่ใช่ปุริสทัมมะ บุรุษบุคคลที่พึงฝึกได้ แต่ว่าเป็นบุคคลที่ฝึกไม่ได้ ดั่งนี้ก็มีอยู่ บุคคลที่ฝึกไม่ได้นี้เอง ก็เช่น บุคคลมี่มีทิฏฐิมานะมาก ไม่ยอมรับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า ปทปรมะ มีบทอย่างยิ่ง ก็คือ หมายความว่าเป็นที่ผู้ที่โง่เง่ามาก ไม่สามารถจะรู้ธรรมที่ทรงสั่งสอนได้ และก็หมายรวมไปถึงผู้ที่มีทิฏฐิมานะมาก ดังกล่าวนั้นด้วย
จำพวกที่มีทิฏฐิมานะมากนั้น ก้ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์สญชัยของท่านพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่เมื่อท่านพระอัครสาวกทั้ง ๒ ก่อนที่ท่านจะเข้าบวช ท่านได้พบพระอัสสชิเถระ แล้วท่านกลับไปชักชวนท่านอาจารย์ของท่านคืออาจารย์สญชัย ท่านอาจารย์สญชัยนั้น ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ มีผู้นับถือมาก ก็ไม่ยอมที่จะลดตัวไปเป็นลูกศิษย์ของใครอีก มีทิฏฐิมานะอยู่ จึงไม่ยอมไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทั้งที่ท่านก็รู้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นน่าจะต้องดี จึงได้จูงใจเอาศิษย์สำคัญของท่านไปนับถือได้
ท่านจึงถามว่า ในโลกนี้คนฉลาดมาก หรือคนโง่มาก ท่านพระอัครสาวกทั้งสองเมื่อยังเป็นปริพาชก ท่านก็ตอบว่า คนโง่มาก ท่านอาจารย์สญชัยจึงได้บอกว่า คนโง่มาก ท่านอาจารย์สญชัยจึงได้บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ให้คนฉลาดไปหาพระพุทธเจ้า ให้คนโง่มาหาท่านก็แล้วกัน ดั่งนี้ก็คือเป็นจำพวกที่เรียกว่า บุรุษบุคคลที่ฝึกไม่ได้ เพราะมีทิฏฐิมานะมาก และตลอดจนถึงผู้ที่โง่เง่าจนเกินไป ก็รวมอยู่ในคำว่า ปทปรมะ อันเป็นจำพวกที่ ๔”
(สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒนมหาเถระ) สัมมาทิฏฐิ ตามเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ หน้า ๒๑-๒๒)
จากการอธิบายนี้ คำว่า “น้ำเต็มแก้ว” น่าจะนำมาเปรียบกับคำ ปทปรมะ ได้นะคะ
คำ ปทปรมะ นี้ นอกจากจะหมายถึงผู้ที่โง่ หรือ ถือดี เกินไป จนไม่สามารถสอนสั่งได้แล้ว พบว่า ยังมีอีกความหมายตามที่พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายไว้ตามที่คัดมาจากเชิงอรรถในพระไตรปิฎกแปลว่าหมายถึง
“ผู้ที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และ พูดไว้มาก แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมในชาตินี้ คือไม่สามารถที่จะบำเพ็ญญาณ วิปัสสนา มรรค หรือ ผล ให้บังเกิดได้
(อง.จตุกฺก.อ.๒๒๓๓/๓๘๐, อง.จตุกฺก.ฎีกา ๒/๑๓๓-๑๓๔/๔๑๗-๔๑๘)
จะเห็นว่าประเภทสุดท้ายนี้ ไม่ได้ถือตนจนไม่รับคำสั่งสอน หาก รับคำสั่งสอน แต่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตไม่ได้
ท่านผู้อ่านเห็นว่า คำพังเพยที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” กับ คำ “สีลัพพตปรามาส” พอจะนำมาเปรียบเทียบกับคนประเภทสุดท้ายนี้ได้ไหมคะ