• Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
Home :: Women40Plus Blog

Women 40 Plus Blog

Women40Plus Blog

Women40Plus blog

คำว่า การวางเฉย เป็นคำที่ชาวพุทธคุ้นเคยมานาน แต่เชื่อว่า เราอาจไม่ทราบ แม้ในขณะที่วางเฉยต่อสิ่งต่างๆ ก็อาจเป็นการเพิ่มพูนอาสวะได้


เคยอ่านพบในหนังสือเรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง ว่า เด็กๆสมัยนั้น อายุประมาณ 7 ขวบ ก็ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ใหญ่แล้ว และมักไม่ได้รับการดูแลด้านจิตใจ ปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับเด็กมากขึ้น ดังจะเห็นจากความหลากหลายของหนังสือเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีวางขายในท้องตลาด ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆที่บิดามารดาควรทราบเกี่ยวกับเด็ก เช่น อาหาร การจัดสภาพแวดล้อม การกระตุ้นพัฒนาการ เพื่อให้เด็กเติบโตโดยมีความบริบูรณ์ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ สติปัญญา การให้การศึกษา เพื่อพัฒนาการทั้งสมองซีกขวาและซ้าย เป็นต้น จนเป็นเหตุที่น่าให้เชื่อว่าคนในยุคปัจจุบัน หากไม่เป็นเพราะความผิดปกติทางสมอง ก็คงยากที่จะมีใครถูกเรียกได้ว่า ปทปรมะ 

 

คำว่า ปทปรมะ นี้ เชื่อว่าชาวพุทธส่วนใหญ่เรียนรู้มาว่าหมายถึงผู้ที่ โง่ จนไม่สามารถสั่งสอนได้ แม้ว่า ปทปรมะ อาจถูกนำมาเรียกบุคคลดังกล่าว หากมองในยุคปัจจุบัน ผู้ที่มีปัญญา ที่ผู้อื่นสรรเสริญว่าเป็นคน ฉลาด ก็อาจถูกเรียกว่า ปทปรมะ ในทางพุทธศาสนาได้เหมือนกัน

 

สมเด็จพระสังฆราช ได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับคำว่าปทปรมะไว้ ดังนี้

 

ปุริสทัมมสารถิ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเหมือนอย่างสารถี ฝึกบุรุษบุคคลที่ควรฝึก ก็คือ บุรุษบุคคที่ฝึกได้

 

ซึ่งคำนี้ ปุริสทัมมสรถิ บุรุษบุคคลที่ฝึกได้ หรือ เวไนยนิกร หมู่แห่งชนที่พึงแนะนำได้ อบรมได้ ก็หมายถึงบุคคล ๓ จำพวกดังกล่าวมาแล้ว คือ

 

อุคฆติตัญญู    บุคคลที่รู้ได้เร็ว

 

วิปจิตัญญู       บุคคลที่รู้ได้ช้าเข้าหน่อยหนึ่ง คือ เมื่อยกหัวข้อขึ้นแล้วก็ต้องอธิบาย

 

เนยยะ           บุคคลที่พึงแนะนำได้ อบรมได้ คือ ต้องพร่ำสอนกันอยู่บ่อยๆ หลายครั้งหลายหน

 

สามจำพวกนี้เป็นปุริสทัมมะ บุรุษบุคคลที่พึงฝึกได้ เป็นเวเนยยะ หรือ เวไนยนิกร หมู่ชนที่พึงฝึกได้ แนะนำอบรมได้ พระพุทธเจ้าย่อมทรงสั่งสอนได้แก่บุคคลทั้ง ๓ จำพวกดังกล่าวนี้ และคำนี้เองก็บ่งว่าจะต้องมีอีกพวกหนึ่ง คือ พวกที่ฝึกไม่ได้ คือ ไม่ใช่ปุริสทัมมะ บุรุษบุคคลที่พึงฝึกได้ แต่ว่าเป็นบุคคลที่ฝึกไม่ได้ ดั่งนี้ก็มีอยู่ บุคคลที่ฝึกไม่ได้นี้เอง ก็เช่น บุคคลมี่มีทิฏฐิมานะมาก ไม่ยอมรับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า ปทปรมะ มีบทอย่างยิ่ง ก็คือ หมายความว่าเป็นที่ผู้ที่โง่เง่ามาก ไม่สามารถจะรู้ธรรมที่ทรงสั่งสอนได้ และก็หมายรวมไปถึงผู้ที่มีทิฏฐิมานะมาก ดังกล่าวนั้นด้วย

 

จำพวกที่มีทิฏฐิมานะมากนั้น ก้ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์สญชัยของท่านพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่เมื่อท่านพระอัครสาวกทั้ง ๒ ก่อนที่ท่านจะเข้าบวช ท่านได้พบพระอัสสชิเถระ แล้วท่านกลับไปชักชวนท่านอาจารย์ของท่านคืออาจารย์สญชัย ท่านอาจารย์สญชัยนั้น ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ มีผู้นับถือมาก ก็ไม่ยอมที่จะลดตัวไปเป็นลูกศิษย์ของใครอีก มีทิฏฐิมานะอยู่ จึงไม่ยอมไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทั้งที่ท่านก็รู้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นน่าจะต้องดี จึงได้จูงใจเอาศิษย์สำคัญของท่านไปนับถือได้

 

ท่านจึงถามว่า ในโลกนี้คนฉลาดมาก หรือคนโง่มาก ท่านพระอัครสาวกทั้งสองเมื่อยังเป็นปริพาชก ท่านก็ตอบว่า คนโง่มาก ท่านอาจารย์สญชัยจึงได้บอกว่า คนโง่มาก ท่านอาจารย์สญชัยจึงได้บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ให้คนฉลาดไปหาพระพุทธเจ้า ให้คนโง่มาหาท่านก็แล้วกัน ดั่งนี้ก็คือเป็นจำพวกที่เรียกว่า บุรุษบุคคลที่ฝึกไม่ได้ เพราะมีทิฏฐิมานะมาก และตลอดจนถึงผู้ที่โง่เง่าจนเกินไป ก็รวมอยู่ในคำว่า ปทปรมะ อันเป็นจำพวกที่ ๔ 

 

(สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒนมหาเถระ) สัมมาทิฏฐิ ตามเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ หน้า ๒๑-๒๒)

 

จากการอธิบายนี้ คำว่า น้ำเต็มแก้ว น่าจะนำมาเปรียบกับคำ ปทปรมะ ได้นะคะ 

คำ ปทปรมะ นี้ นอกจากจะหมายถึงผู้ที่โง่ หรือ ถือดี เกินไป จนไม่สามารถสอนสั่งได้แล้ว พบว่า ยังมีอีกความหมายตามที่พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายไว้ตามที่คัดมาจากเชิงอรรถในพระไตรปิฎกแปลว่าหมายถึง

 

ผู้ที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และ พูดไว้มาก แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมในชาตินี้ คือไม่สามารถที่จะบำเพ็ญญาณ วิปัสสนา มรรค หรือ ผล ให้บังเกิดได้

(อง.จตุกฺก.อ.๒๒๓๓/๓๘๐, อง.จตุกฺก.ฎีกา ๒/๑๓๓-๑๓๔/๔๑๗-๔๑๘)

 

จะเห็นว่าประเภทสุดท้ายนี้ ไม่ได้ถือตนจนไม่รับคำสั่งสอน หาก รับคำสั่งสอน แต่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตไม่ได้

 

ท่านผู้อ่านเห็นว่า คำพังเพยที่ว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด กับ คำ สีลัพพตปรามาส พอจะนำมาเปรียบเทียบกับคนประเภทสุดท้ายนี้ได้ไหมคะ


สิกขาบท ๕ ที่เรารู้จักกันในนาม ศีล ๕ นั้น เป็นข้อฝึกหัดของคฤหัสถ์ เพื่อความสงบเรียบร้อยในกาย วาจา ใจ ของผู้ฝึก อันเอื้อต่อการฝึกธรรมที่สูงขึ้น และ เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

 

แต่เพราะการตีความศีล 5 ในมุมที่แคบเข้า ศีล 5 จึงไม่สามารถครอบคลุมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของมนุษย์ทั้งหมดได้

 

การตีความที่แคบเข้ามานี้ ที่ปรากฏชัดคือการตีความข้อ กาเมสุมิจฺฉาจารา การประพฤติผิดในกาม ว่าเป็นเพียงการไม่ละเมิดบุตรธิดาผู้ใด หรือแม้แต่ยินดีแต่เพียงใน ทาร หรือคู่ของตน ซึ่งการตีความในลักษณะนี้ มีมากว่าพันปี เห็นได้จากการที่พระพุทธโฆษาจารย์ แต่งไว้ในคัมภีร์ ธมฺมปทฏฺฐกถาภาคหนึ่ง ใน มฏฺฐกุณฑลิวตฺถุ ตอนที่มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรกล่าวสอนบิดาให้ตั้งอยุ่ในสิกขาบท ๕ ในสิกขาบทข้อที่ ๕ ได้กล่าวสอนว่า

สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏโฐ

(อ.ท่าน เป็นผู้ยินดีแล้ว ด้วยทาระ อันเป็นของตน จงเป็น ด้วย )

ท่านพุทธทาสได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ คู่มือพ้นทุกข์ ว่า

กาเมสุมิจฉาจาร ซึ่งเป็นศีลข้อ ๓ ซึ่งตามตัวหนังสือแปลว่า ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ขอได้โปรดสนใจจดจำ หรือพิจารณาเป็นพิเศษสักหน่อยตรงข้อที่ว่า กามทั้งหลาย ท่านไม่ได้ใช้คำว่ากามเฉยๆ กาเมสุ แปลว่า ในกามทั้งหลาย มิจฉาอาจาระ แปลว่าประพฤติผิด กาเมสุมิจฉจาร ก็คือ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ดังนั้น ขอให้เข้าใจความหมายของคำนี้ให้กว้างที่สุดจนถึงกับว่า ประพฤติผิดไปด้วยอำนาจกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เรียกว่า ประพฤติผิดในกามทั้งนั้น อย่าได้มุ่งหมายแต่เพียงว่า ประพฤติผิดในฐานะชู้สาวอย่างเดียว นั้น มันแคบเกินไป (หน้า ๑๑๔)

เพราะฉะนั้นจึงอธิบายว่า แม้แต่เด็กๆก็ต้องถือศีลข้อที่ ๓ นี้เช่นกัน เด็กคนหนึ่งเขารักของอะไรของเขาบางอย่าง จะเป็นตุ๊กตา หรือเป็นของเล่น หรือ เป็นดินสอปากกาอะไรก็ตาม เขารักในฐานะเป็นของรัก ถ้าเด็กอีกคนหนึ่งไปย่ำยีของรักของเขาให้สกปรกไป ให้เศร้าหมองไป หรือแม้แต่ไปแตะต้องในเมื่อเขาไม่อยากให้แตะต้อง ก็ต้องถือว่า เด็กคนที่ไปทำอย่างนั้นมันผิดศีลข้อ ๓ แล้ว คือ เกิดประพฤติผิดในของรักของใคร่ของบุคคลอื่นเข้าแล้ว(หน้า ๑๑๕)

สรุปหลักปฏิบัติในข้อนี้ได้ว่า เราต้องทำลายความรู้สึกซึ่งเป็นความคิดฝันไปในรสอร่อยของกามนั้น เป็นส่วนสำคัญในการที่จะปฏิบัติเพื่อเอาชนะกาม ทีนี้ปัญหาของเราก็มีต่อไปว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะทำลายตัวความคิดฝันนี้ได้? ในที่สุดก็มาถึงหลักธรรมะทั่วๆไป ที่จะต้องพิจารณาตามหลักที่วางไว้ทั่วไปหมดว่า พิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งๆนี้ เรียกง่ายๆว่า พิจารณาให้เห็นธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่ากามนั่นเอง(หน้า ๑๒๖)

จากการที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)ได้อธิบายไว้ใน พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ ถึงศีล ๕ ในหน้า ๑๔๒ ว่าอริยสัจจ์ ๔ บางคราวท่านก็เรียก อริยธรรม หรือ อารยธรรม อย่างไรก็ตาม คำว่า อริยธรรม หรือ อารยธรรมนี้ ท่านไม่ได้จำกัดหมายตายตัว แต่ยักเยื้องใช้ได้กับธรรมหลายหมวด บางทีผ่อนลงหมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ บ้าง ศีล ๕ บ้างก็มี ซึ่งโดยหลักการก็ไม่ได้ขัดกันแต่ประการใด นี้เป็นการแสดงถึงการที่ศีล ๕ สามารถครอบคลุมการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อสภาวธรรมทั้งทางกาย วาจา ใจ อย่างแท้จริง

เพราะการตีความศีล ๕ ในความหมายที่แคบเข้า จึงไม่สามารถครอบคลุมพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ได้ สังคมจึงได้วุ่นวายอย่างในปัจจุบัน


ธรรมหลักในศาสนาพุทธคือ อทัปปัจจยตา ที่พระพรมหคุณาภรณ์ (ป.อ.ยยุตโต) ได้อธิบายความหมายไว้ว่าคือ

ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”, ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย,กฎที่ว่า
           “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
           เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”,
       เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ*

นั้นสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ รวมไปถึงพฤติกรรมแต่ละอย่างของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ดังเช่น พฤติกรรมที่เกิดจากความงมงาย แล้วแสดงออกด้วยการรักษาศีล และการมีวัตรปฏิบัติ การสวดมนต์ การฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งที่ทำ ตามที่ชาวพุทธรู้จักพฤติกรรมนี้ในนาม สีลัพพตปรามาส

พระเถระ ๒ รูปที่โลกยกย่องได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับสีลัพพตปรามาสนี้ไว้ดีแล้ว ขอยกมาอ้างดังต่อไปนี้

สีลัพพตปรามาส ก็คือความงมงายเกี่ยวกับการปฏิบัติในศีลและวัตรต่างๆที่ตนปฏิบัติอยู่ พอเอ่ยมาสักว่าชื่อ คนทั้งหลายก็พอจะเข้าใจได้ว่า หมายถึงอะไร ในบาลีจึงไม่มีคำอธิบายที่เป็นคำตรัสโยตรง ครั้นต่อมาถึงสมัยนี้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นมาก คือ ไม่รู้ ไม่สามารถจะเข้าใจได้ ว่าสิ่งที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสนั้น คืออะไร

พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๔ 

สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต (clinging to mere rule and ritual) ความอยากได้ อยากเป็นอยู่ ความกลัวต่อการสูญสลายของตัวตน โดยไม่เข้าใจกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยในธรรมชาติ ผสมกับความยึดมั่นในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ประพฤติปฏิบัติตามๆกันอย่างงมงายในสิ่งที่นิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่จะสนองความอยากของตนได้ ทั้งที่มองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางเหตุผล ความอยากให้ตัวตนคงอยู่ มีอยู่ และความยึดมั่นในตัวตน แสดงออกมาภายนอก หรือ ทางสังคม ในรูปของความยึดมั่นในแบบแผน พฤติกรรมต่างๆ การทำสืบๆกันมา ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธี ตลอดจนสถาบันที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยไม่ตระหนักรู้ในความหมาย คุณค่า วัตถุประสงค์ และความสัมพันธ์โดยเหตุผล กลายเป็นว่า มนุษย์สร้างสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อปิดกั้น ปิดล้อมตัวเอง และทำให้แข็งทื่อ ยากแก่การปรับตัว และการที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปสัมพันธ์

 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย หน้า ๑๙๗ ๑๙๘ 

ทำไมเราจึงเรียกความงมงายนี้ว่า สีลัพพตปรามาส? ทั้งนี้เป็นด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ ความงมงายต่อสิ่งเหล่านี้มันทำให้บุคคลบัญญัติศีลและวัตรปฏิบัติต่างๆขึ้น ตามความงมงายของตน เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดศีลและวัตรอย่างสุนัข อย่างโค เป็นต้นขึ้นมาในโลกนี้ นี้เป็นความงมงายอยู่ที่ตัวศีลและวัตรที่บัญญัติขึ้นมาด้วยความงมงายอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ความงมงายชนิดนี้ได้เข้ามาครอบงำข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกต้อง ที่แท้จริงเป็นของถูกต้อง แต่เมื่อความงมงายเข้ามาครอบงำแล้ว บุคคลผู้ประพฤติศีลและวัตรซึ่งมีอยู่อย่างถูกต้องนั่นแหละ ได้ใช้ความงมงายของตนทำให้กลายเป็นศีลและวัตรที่งมงายไป เช่น ให้ทาน หรือ รักษาศีล หรือทำสมาธิก็ตามด้วยความงมงาย ด้วยเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หวังผลผิด ใช้เหตุผลในสิ่งนั้นๆผิด หรือกระทั่งไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลเสียเลย ทำให้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ สะอาดบริสุทธิ์นั้น กลายเป็นข้อปฏิบัติที่สกปรกหม่นหมอง เศร้าหมองไปเพราะอำนาจความงมงายของผู้ปฏิบัติเอง นี้อีกอย่างหนึ่ง จึงเป็น ๒ อย่างด้วยกัน

 พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๗ 

จากการอธิบายของพระเถระทั้งสอง คงแสดงเหตุที่มาและการกระทำที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสได้เป็นอย่างดี 

 

และคงอธิบายถึงเหตุที่ชาวพุทธ รักษาศีล สวดมนต์ ไหว้พระ เพื่อหวังรวย หวังแคล้วคลาด รวมไปถึงการหวัง 

เพื่อการเกิดในสวรรค์ เพื่อจะได้วิมาน (คือมีความหมายเป็นกามคุณอย่างยิ่ง)  

พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๙

 

ได้รวมไปถึงอธิบายได้ด้วยว่า การกระทำเหล่านั้น จัดเป็นสีลัพพตปรามาสหรือไม่ เพราะ 

เพราะเหตุว่า ศีลและวัตรต่างๆนั้น ท่านไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อความมุ่งหมายอย่างนั้น ท่านบัญญัติไว้เพื่อขูดเกลาความเห็นแก่ตัว หรือ ขุดเกลากิเลสให้เบาบาง ให้มีความยึดมั่นถือมั่นในตัว หรือ ของตัว น้อยลงต่างหาก เมื่อเปลี่ยนจุดมุ่งหมายให้มากลายเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ก็จะพอกพูนความเห็นแก่ตัว เอาอะไรๆมาเข้าข้างตัว ทำไปตามอำนาจของกิเลสและตัณหาหรือทิฏฐิเหล่านี้แล้ว มันก็เท่ากับมีมือสกปรกมาลูบคลำศีลและวัตรของบุคคลนั้นที่ควรจะบริสุทธิ์สะอาดนั้นให้กลายเป็นสกปรกไป
พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๙

เพื่อไม่ให้การกระทำของเราเป็นไปในลักษณะของสีลัพพตปรามาส เราจึงต้องมีโยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยแยบคายการพิจารณาโดยแยบคาย คือพิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบ จนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ) ต้องรู้จุดมุ่งหมายของการกระทำของเราเอง เพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรม และสัมพันธ์ กลมกลืนกับธรรมที่มารับช่วงต่อ เนื่องจาก 

เมื่อมองในแง่ปรมัตถ์ (มิใช่ในแง่ทิฏฐธัมมกัตถ์ สัมปรายิกัตถ์ ปรัตถะ หรือในแง่สังคม) ศีล สมาธิ ปัญญา ต่างก็มีจุดหมายสุดท้ายเพื่อนิพพานเหมือนกัน แต่เมื่อมองจำกัดเฉพาะตัวแต่ละอย่าง มีขีดขั้นขอบเขตของตนที่ต้องไปเชื่อมต่อกับอย่างอื่น จึงจะให้บรรลุจุดหมายสุดท้ายได้ลำพังอย่างหนึ่งอย่างเดียวหาสำเร็จผลล่วงตลอดไม่ แต่จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดเสียทีเดียวก็ไม่ได้ จึงมีหลักว่า ศีลเพื่อสมาธิ สมาธิเพื่อปัญญา ปัญญาเพื่อวิมุตติ ถ้าปฏิบัติศีลขาดเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นสีลัพพตปรามาส ช่วยส่งเสริมอัตตกิลมถานุโยค ถ้าบำเพ็ญสมาธิโดยไม่คำนึงถึงอรรถ ก็อาจหมกติดอยู่ในฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิบางอย่าง หรือส่งเสริมติรัจฉานวิชาบางประเภท ถ้าเจริญปัญญาชนิดไม่เป็นไปเพื่อวิมุตติ ก็เป็นอันคลาดออกนอกมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ไปสู่จุดหมายของพุทธศาสนา อาจหลงอยู่ข้างๆระหว่างทาง หรือติดค้างในมิจฉาทิฏฐิแบบใดแบบหนึ่ง

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม หน้า ๔๔

 หากเราเพียงปฏิบัติตามๆกันไปโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้ ก็คงเป็นเรื่องยาก ที่เราจักที่จะได้รับประโยชน์จากศาสนาอย่างแท้จริง

...............

* ความหมายของคำต่างๆค้นได้จาก http://www.84000.org/

 

 

 


ความสุขของมนุษย์ พอจะแจงได้เป็น  5 ระดับ



-ระดับที่หนึ่ง ความสุขที่ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่น เช่น ต้องมีเขา เราจึงสุข ต้องมีเงิน มีผิวพรรณดี มีชื่อเสียง เราจึงสุข เป็นต้น ความสุขในระดับนี้ทำให้เกิดความอยากได้ ใคร่เอา ตามมา การที่เราอยากได้อะไรสักอย่าง เมื่อคนอื่นก็ต้องการเหมือนเรา ท่าทีของเราต่อเพื่อมนุษย์จะเป็นไปอย่างไม่เป็นมิตร อย่างอ่อนๆ ก็มองเขาด้วยความหวาดระแวง สูงขึ้นมา ก็มองเขาเป็นคู่แข่ง จนกระทั่ง มองเห็นผู้อื่นเป็นเหยื่อ (ดังเช่นภาพยนตร์โฆษณาที่กระตุ้นให้เกิดารซื้อสินค้า หรือ บริการที่เกินจำเป็น)





Columnist's Update
คุณนายเบ็คเคม..เซเลบตัวแม่
คุณนายเบ็คเคม..เซเลบตัวแม่
15/05/2012 19:55 PM :: By นิมิต ศัลยา
ลำพังการเป็นสมาชิกวงสไปซ์ เกิร์ล ป่านนี้ วิคตอเรีย พอช คงหายหน้าตาไปจากสื่อ เหมือนเพื่อน ๆ ของเธอ สาววิคตอเรียโชคดีกว่า เธอต่อยอดจากนักร้อง ไปเป็น ภรรยานักเตะชื่อดังแถมหล่อระเบิด   เดวิด เบ็คเคม มีลูกด้วยเป็นพรวน หุ่นยังเช้งกระเด๊ะ....   คุณนายเบ...
Salmon Fishing In the Yemen: ศรัทธาชี้ทาง
Salmon Fishing In the Yemen: ศรัทธาชี้ทาง
13/05/2012 22:29 PM :: By ครูหญิง รสิกา
ชื่อหนังท่อนแรกเหมือนจะบอกใบ้ว่าเป็นสารคดี เพราะคำว่า Salmon Fishing แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ... ท่อนต่อมาเหมือนจะเป็นชื่อของหนังเครียด เพราะคำว่า Yemen พานให้คิดไปถึงความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อย กลางทะเลทราย สงครามกลางเมือง แบ่งแยกดินแดน อะ...