
มารู้จักธาตุทั้งสี่ พร้อมกับแนวทางในการฝึกตนเองให้สื่อสารอย่างสันติ
การฝึกความรู้ตัวก่อนตอบสนองด้วยการปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 เป็นแนวทางเบื้องต้น สำหรับผสานความสมัครสมานสามัคคีของฐานร่างกายทั้ง 3 ฐาน คือทางอารมณ์ความรู้สึก-ฐานใจ ฝ่ายความคิดเหตุผล-ฐานหัว และฝ่ายลงไม้ลงมือกระทำ-ฐานกาย ให้ฐานทั้งสามในตัวเรารับสารและสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพในความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา กับผู้อื่นเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เติบโต เกื้อกูลและเรียนรู้พัฒนาไปด้วยกัน
ธาตุดิน :
ด้านบวก ของธาตุดินในตัวเรา คือ ความนิ่ง ความมั่นคง ความเป็นกลาง ความไม่โอนเอียงอคติ แต่ถ้าไม่สมดุลก็จะแสดงด้านลบ คือความแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น ปิดกั้น หลบเลี่ยง
ธาตุน้ำ :
ด้านบวกของ ธาตุน้ำในตัวเรา คือ ความอ่อนโยน ความใจกว้าง การเปิดใจ พร้อมรับฟัง ความรัก ความเมตตา การให้อภัย เมื่อไม่สมดุลจะแสดงด้านลบ คือ อารมณ์ความรู้สึกถูกกระตุ้นยั่วยุได้ง่าย อิจฉาริษยา โกรธเกลียดเคียดแค้น
ธาตุลม :
ด้านบวกของธาตุลมในตัวเรา คือ ปัญญาที่คล่องแคล่ว มีสติสมาธิ ความมีเหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อไม่สมดุลจะแสดงด้านลบ คือความสับสน โลเล รุกลี้รุกลน ไร้เหตุผล เจ้าเล่ห์เพทุบาย
ธาตุไฟ :
ด้านบวกของธาตุไฟในตัวเรา คือ ความกล้าหาญ กล้าเผชิญหน้า ความเด็ดขาด ความแข็งแรง เมื่อเสียสมดุลจะแสดงด้านลบ คือ มุทะลุ หุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว ทำร้ายและทำลายล้าง
ลำดับขั้นของการปรับธาตุเพื่อให้เราสามารถ สื่อสารอย่างสันติ จะเริ่มจากปรับธาตุดิน คือรักษาความหนักแน่นมั่นคง จากนั้นปรับธาตุน้ำ คือเปิดกว้าง พร้อมรับฟัง พร้อมเข้าใจ ความรู้สึก ตามด้วยการปรับธาตุลม คือคิดพิจารณา ใคร่ครวญอย่างมีสติ สุดท้ายปรับธาตุไฟ เพื่อให้การแสดงออกของเราเป็นการโต้ตอบอย่างสันติและมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง การฝึกด้วยตัวเองเบื้องต้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าชักจะไม่พอใจ ชักจะเริ่มโกรธ ให้ตั้งสติและจินตนาการดึงเอาธาตุดินในตัวเราออกมา ธาตุดินในตัวเราเป็นความนิ่ง เป็นความมั่นคง ก่อนที่เราจะปล่อยให้อารมณ์คล้อยตามตัวกระตุ้นจากภายนอก ขอให้เรายืนนิ่งๆสักครู่ หายใจเข้าออกยาวๆ ให้ลมหายใจลงไปถึงท้องน้อย ผ่านลงไปถึงฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ให้ลมหายใจของเราทะลุฝ่าเท้าทั้งสองข้างลงไปสู่พื้นดิน ให้จิตของเราจดจ่ออยู่ที่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสอง ดึงเอาความนิ่ง ความมั่นคงจากธาตุดินขึ้นมา
เมื่อความเป็นดินที่มั่นคงนิ่งสงบของ เราปรากฏขึ้นแล้ว (จะรู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตามในช่วงแรกให้ทำต่อเนื่องไป) ต่อไปให้เราเข้าสู่ธาตุน้ำ หายใจเข้าออกยาวๆ แล้วให้จิตมาจดจ่อที่หน้าอก สังเกตการกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของลมหายใจ ใจเราเป็นที่รองรับความรู้สึกทั้งปวงที่เกิดขึ้น ขอให้หัวใจของเราเปิดกว้าง ขอให้จิตเมตตาและอ่อนโยนตามธรรมชาติที่แท้ของเราปรากฏตัวออกมา พร้อมรับฟังและรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ดั่งสายน้ำที่อ่อนโยนและสงบเย็น ขอให้ใจเราเป็นสายน้ำที่เป็นกลางพร้อมรับรู้และรับฟัง เรื่องราวต่างๆ อย่างไม่มีอคติและไม่ด่วนพิพากษา
เมื่อจิตใจเราอ่อนโยนเลื่อนไหล ดั่งสายน้ำ พร้อมรองรับทุกเรื่องราวอย่างไม่ปิดกั้นและไม่ ตัดสินแล้ว ตอนนี้เรื่องราวต่างๆ ที่เรารับฟังอาจจะพรั่งพรูเข้ามาจนสายน้ำอาจจะรองรับไม่ไหว ก่อนที่น้ำจะท่วมและตลิ่งจะพัง ให้เราปรับธาตุลมของเราให้สมดุล หายใจเข้าออกยาวๆ แล้วรำลึกถึงธาตุลมที่เคลื่อนที่อยู่ภายในตัวเราและอากาศบริเวณรอบๆ ลมมีคุณสมบัติพัดลอย เบา และไม่อยู่นิ่ง มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับความคิดในหัวของเรา ที่ไม่หยุดนิ่งคิดฟุ้งซ่านได้ตลอดเวลา ให้เราจดจ่อลมหายใจเข้าออกที่รูจมูก รับรู้ถึงลมที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไป การปรับธาตุลม จะช่วยให้พัดพาเอาเรื่องราวที่ถาโถมล้นเกินออกไปจากหัวเราบ้าง เรื่องหยุมหยิม เรื่องรบกวนใจที่เกิดจากอคติในใจเราเอง ขอให้ลมช่วยพัด และกลั่นกรองให้คงเหลือแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์
เมื่อ ดินในกายเราหนักแน่นมั่นคง จิตใจเราเปิดกล้างและเปี่ยมเมตตาดั่งสายน้ำ และธาตุลมของเราสงบนิ่งพร้อมสำหรับการพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล กระบวนการสำคัญอับดับสุดท้ายของการสื่อสารคือภาคปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านคำพูดหรือการลงมือทำ ก็ต้องอาศัยธาตุไฟที่สมดุล ให้เราหายใจเข้าและจินตนาการถึงพลังงานอุ่นๆ ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย และหายใจออกแรงๆ พร้อมกับบอกตัวเองเราพร้อมแล้ว สำหรับการแสดงออกทุกรูปแบบและการลงมือแก้ปัญหา
ขั้นตอนการเตรียมตัว ให้ธาตุทั้งสี่ในตัวเราเกิดความสมดุลนั้น เป็นการฝึกสติง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเมื่อทุกเวลา ทำบ่อยแค่ไหนก็ได้ ทำในท่าอิริยาบทใดก็ได้ ไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่ต้องคิดตั้งคำถามในขณะฝึก ขอเพียงน้อมจิตให้อยู่กับแต่ละขณะของแต่ละธาตุที่เราดึงขึ้นมา เราจะรู้เองว่ามีความรู้สึกและความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง ให้เพียงสังเกตเงียบๆ
ทำไมจึงต้องปรับธาตุก่อนโต้ตอบต่อสิ่ง กระตุ้น ตอบง่ายๆในเชิงอุปมา เหตุที่ต้องปรับธาตุดินนำ เพราะโดยสัญชาตญาณเรามักจะเอาอารมณ์เข้าไปรองรับเรื่องราวก่อนเสมอ อารมณ์เปรียบเหมือนธาตุน้ำของเราซึ่งไม่มีความนิ่งและมั่นคงพอ จึงคล้อยไปตามตัวกระตุ้น (อุปมาดั่งภาชนะ) ได้ง่าย การดึงเอาธาตุดินขึ้นมาตั้งเป็นฐานเสียก่อน จึงช่วยให้น้ำมีขอบเขต มีตลิ่งช่วยนำพาทิศทางการไหลให้ไปในทางเดียวกัน เป็นการรักษาทรัพยากร (อารมณ์) ไม่ให้ไหลกระจัดกระจายไร้ทิศทาง และซึมหายเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็วโดยยังไม่ทันได้ทำประโยชน์ ส่วนการปรับธาตุลมเปรียบเหมือนการใช้สติในการพิจารณาและกลั่นกรอง และสุดท้ายของกระบวนการสื่อสารคือการแสดงออก การปรับสมดุลธาตุไฟ จึงเป็นการช่วยให้เราสามารถแสดงออกอย่างมีพลัง ไม่รุกรานคนอื่นมากไปในขณะเดียวกันก็ไม่อ่อนแอจนถูกรุกราน ไม่ก้าวร้าวแต่ก็ไม่แหยจนตาขาว
สรุปสั้นๆ ว่าสิ่งที่ครูส้มได้จากการเรียนในคอร์ส "กายกรุณา" คือการได้นำเอาแนวคิดและวิธีการซึ่งกระบวนกรถ่ายทอดและแนะนำให้ มาฝึกปฏิบัติต่อที่บ้าน และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์ และความรู้เดิมที่เราสนใจศึกษาและปฏิบัติมาก่อนบ้างแล้ว รู้สึกขอบคุณ และชื่นชมความกล้าหาญในการโปรยคำโฆษณาตามที่ได้เล่าไปแล้วข้างต้น และเห็นพ้องจริงๆ ว่า เมื่อไรก็ตามถ้าธาตุทุกธาตุและฐานทุกฐานในตัวเราทั้งหมด มีความสมดุลสอดคล้องกัน เมื่อนั้นสติ และสมาธิอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมจริงๆของมนุษย์เราทุกคน ก็จะเข้าที่เข้าทางและนำพาให้เรากระทำการใดๆ ต่อไปอย่างตื่นรู้
เมื่อนั้น เราจะไม่มีวันกลับไปเสียใจต่อการกระทำที่เราได้ตัดสินใจทำลง ไปแล้วอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และขอบคุณคุรุผู้เปี่ยมเมตตาที่สถิตย์ อยู่ภายในตัวเราเอง
ใครทดลองฝึกปฏิบัติแล้วได้ผลหรืออย่างไร อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะคะ หรือ่ท่านใดมีคอร์สอบรมที่น่าสนใจแนะนำแบ่งปันกันได้ค่ะ
น้าส้ม




โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง