
พบกับวิธีสร้างสมดุลให้กับตัวเอง เมื่อเครียด โกรธหรือลืมตัว เพื่อจะรู้ทันตัวเอง สื่อสาร และตัดสินใจได้โดยไม่เสียใจภายหลัง
เมื่อ ไม่นานนี้ป้าส้มได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปหนึ่งชื่อหลักสูตรว่า "กายกรุณา...เรียนรู้การสื่อสารอย่างสันติผ่านการฝึกฝนบนฐานกาย" ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Embodying Nonviolent Communication : Transform Conflict into Connection & Healing" โดยมีคุณเดวิด เวินสต๊อก (David Weinstock) และคุณกัญญา ลิขนสุทธิ์ เป็นกระบวนกร
อะไรทำให้ป้าส้ม สนใจจนต้องไปเข้าร่วมเรียนในคอร์สนี้ นอกเหนือจากการเป็นหนึ่งในสมาชิกสถาบันขวัญแผ่นดินแล้ว ก็คงเป็นข้อความบนใบปลิวที่โปรยว่า...
"คอร์สกายกรุณา จะช่วยคุณกลับมารับรู้และสร้างสมดุลให้กับตัวเองได้เร็วขึ้น เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ตึงเครียด โกรธหรือลืมตัว เพื่อคุณจะสามารถรู้ทันตัวเองและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือตัดสินใจกระทำอะไรลงไปแล้วจะไม่เสียใจในภายหลัง"
อ่าน คำโฆษณาแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรจะกล้าหาญขนาดอวดอ้างสรรพคุณว่า เมื่อเรียนแล้วคุณจะรู้เท่าทันตัวเองต่อความโกรธและความลืมตัว และจะไม่เสียใจในภายหลังต่อการตัดสินใจทำอะไรลงไป ตรงนี้แหละที่ท้าทาย และทำให้อยากรู้ว่าเขาจะมีแนวคิดและเทคนิคอย่างไรนะ
คุณ เดวิดนั้นเป็นผู้ฝึกตนในสายการสื่อสารอย่างสันติ หรือ Non-Violent Communication (NVC) และเป็นครูสอนไอคิโด้ด้วย ไอคิโด้เป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีรากฐานเดียวกับปรัชญาเต๋า ว่าด้วยการหลอมรวมพลังภายนอก (ตัวเรา) และพลังภายใน (ของเราเอง) ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หลักเดียวกับศิลปะไท่จี๋และมวยกำลังภายในของจีน ณ ขณะจิตที่พลังของผู้รุกและผู้รับหลอมรวมเข้าด้วยกัน จึงเป็นเสี้ยวนาทีที่ไม่มีฉัน ไม่มีศัตรู จิตเล็กๆ ที่กระจายอยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายจึงจะว่างพอที่จะให้พลังด้านบวกก่อ ตัวขึ้น และเมื่อนั้นการตอบสนองจะทรงพลังและเป็นไปในทางคุณมากกว่าโทษ

ศาสตร์ นี้เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ว่าด้วยเรื่องจิตและความทรงจำของเซลล์ กล่าวว่าเซลล์เล็กๆ ทุกๆ อณูทั่วร่างกายของเรานั้น ล้วนมีความคิดและความทรงจำของตัวเอง ปัญญาไม่ได้ก่อตัวและเก็บไว้เพียงที่สมองบนหัวเท่านั้น แต่ปัญญาสามารถก่อเกิดและเก็บไว้ในเซลล์เล็กๆ ทุกเซลล์ทั่วร่างกายของเราด้วย ความรู้นี้สอดคล้องกับสิ่งที่จอมยุทธ์โบราณตะวันออกต้องร่ำเรียนกันในอดีต เกี่ยวกับเรื่องการสร้างสมดุลทุกธาตุในลมปราณทั่วร่างกาย
ในชั้น เรียนคุณเดวิดและคุณกัญญา ได้ให้เราทำแบบฝึกหัดสำรวจการฟังด้วยร่างกาย เมื่อคุณฟัง คุณไม่ได้ฟังจากหูซึ่งรับคลื่นเสียงแล้วส่งสัญญาณไปที่สมองเท่านั้น แต่คุณฟังผ่านผิวหนังทั่วร่างกายด้วย รูขุมขนทุกๆ รูจึงเปรียบเหมือนช่องรับสัญญาณ แต่เพราะเราไม่ได้ถูกฝึกให้ใช้ช่องรับสัญญาณเล็กๆ เหล่านั้น และร่างกายเราก็ไม่ได้มีทักษะตระหนักรู้อย่างเพียงพอ หูจึงทำงานหนักและสัญญาณ (ข้อมูล) ที่เราได้รับก็มักจะผิดเพี้ยนและคลาดเคลื่อน อันเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทในสัมพันธภาพบ่อยๆ ทั้งในระดับคู่ ระดับครอบครัว สังคมและการเมืองระดับประเทศ
เอาละ ทีนี้ถ้าเราไม่ใช่จอมยุทธ์ เราจะฝึกการสื่อสารอย่างลึกด้วยร่างกายได้อย่างไร (คิดในใจว่าขอแบบง่ายๆ ที่ทำได้เองที่บ้านด้วยนะ)
คุณเดวิดได้แนะนำวิธีการง่ายๆ วิธีหนึ่งในชั้นเรียน ซึ่งแกก็ออกตัวว่ามันไม่ใช่วิธีการหรือนวัตกรรมทางความคิดอะไรใหม่ของตะวัน ตกหรอก แต่เป็นศาสตร์โบราณเก่าแก่ทั้งของเอเชียในเรื่องธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลมและไฟ ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ก็รู้จักและง่ายที่จะ เข้าใจเมื่ออุปมาเปรียบเทียบ อันที่จริงคุณเดวิดแกแนะนำท่าฝึกพื้นฐานในการปรับธาตุทั้ง 4 ซึ่งเป็นท่าชี่กงง่ายๆ แต่ในที่นี้ป้าส้มขออธิบายและขยายความเพื่อให้เห็นภาพเชิงอุปมาสำหรับบทความ นี้ โดยขอไม่ลงรายละเอียดเรื่อง NVC และการฝึกท่า (อาจจะเก็บไว้คุยกันในคราวต่อๆ ไปค่ะ)
โดยทั่วไปเมื่อมีใครมา กระตุ้นให้เราโกรธ คนเรามักจะมีการตอบสนองอย่างไม่รู้ตัวสามแบบ คือ หนึ่ง-พุ่งเข้าใส่ สอง-ถอยหลบหนี และสาม-เออออคล้อยตามเอาตัวรอด
การ โต้ตอบแบบพุ่งเข้าใส่ทันทีที่ถูกกระตุ้น เปรียบเหมือนเขาเป็นไฟมาเราก็เป็นไฟกลับไป ไฟกับไฟเจอกันกลายเป็นกองเพลิงกองใหญ่ มีแต่จะพากันเผาผลาญตัวเองและชีวิตรอบข้างให้เดือดร้อน
แบบที่สองเป็นปฏิกิริยาเชิงถอยหนี หลบทำไม่รู้ไม่ชี้ การเงียบเฉยเมื่อเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ หลายครั้งไม่ใช่การเงียบเฉยที่ตั้งอยู่ในความอุเบกขา แต่เป็นการเลี่ยงที่จะเผชิญปัญหา หากปัญหาเป็นไฟ ถ้าเราคอยแต่จะหลบเปลวเพราะกลัวความร้อนแลบเลียผิว เราก็จะต้องแสบร้อนต่อไปเพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข ไฟจะตามลวกเราไม่สิ้นสุด หาความสงบที่แท้จริงได้ยาก
ส่วนแบบสุดท้าย คือเออออห่อหมกไปกับปัญหา อุปมาเหมือนเราคอยประจบเอาใจปัญหาด้วยการเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในไฟทุกๆ วัน เพื่อความอยู่รอดไปวันๆ จนวันหนึ่งตัวเราก็จะกลายร่างเป็นไฟเป็นปัญหาไปเองอย่างไม่ทันรู้ตัว
การ ฝึกตั้งสติเพื่อปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 เป็นการปรับสมดุลให้กับอารมณ์ ความคิด และการกระทำ เพื่อไม่ให้ภาคใดภาคหนึ่งแสดงตัวออกไปตามจริตหรือนิสัยเคยชินของเรา เช่น เราอาจจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ เวลาได้ยินได้ฟังอะไรก็เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปกับสิ่งกระตุ้นยั่วยุได้ ง่าย บ่อยครั้งอาจจะแสดงอารมณ์ออกไปโดยไม่ทันได้ตระหนักว่าได้ทำร้ายความรู้สึกคน อื่นอย่างไรบ้าง หรือหากเราเป็นคนเจ้าเหตุเจ้าผล เราอาจจะมัวแต่ใช้ความคิดตรรกะเหตุผลมากเสียจนหลงลืมความต้องการที่แท้จริง ทางอารมณ์ของทั้งตัวเองและผู้อื่นไป และถ้าหากว่าเรามีจริตเดิมเป็นคนหุนหันพลันแล่น เมื่อถูกกระตุ้นขึ้นมาก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ เผลอใช้ความรุนแรงทางวาจาหรือทางร่างกายตอบสนองไปโดยไม่สามารถควบคุมตัวเอง ได้ จนหลายๆ ครั้งต้องกลับมาเสียใจภายหลังว่าเราน่าจะใจเย็นกว่านี้
ใครมีประสบการณ์จัดการกับอารมณ์ตัวเองดังที่ว่ามา หรือถูกอารมณ์ตัวเองจัดการควบคุมตัวเราอย่างไร อยากแชร์ให้ฟังกันบ้างมั้ยคะ
(ครั้งต่อไป มาทำความรู้จักกับธาตุทั้งสี่ และการฝึกปรับสมดุลเพื่อสื่อสารได้อย่างสันติค่ะ)
แล้วพบกัน
น้าส้ม




โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง