หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือกำกับของ Madonna ผู้หญิงมหัศจรรย์อีกคนหนึ่งของโลก เธอผู้นี้ทำให้ครูสงสัยบ่อยๆ ว่า เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา ดูเหมือนวันเวลาไม่เคยส่งผลใดๆ กับเธอสักนิด เธอยังคงทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน แถมดูเหมือนขยายวงกว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ... เธอไม่เหนื่อยไม่เปลี้ยบ้างหรือยังไงกันนะ … … …

เทียบกับตัวครูเองตอนนี้ จงใจพาตัวออกห่างงานโปรดักชั่นด้วยอาการแรงไม่พอและไม่เหลือ ... อยากเห็นตอนมันเสร็จ แต่ไม่อยากอยู่ตอนมันมีปัญหา ... ... แต่คนเราเลือกได้ที่ไหนกันเล่า ... การปั้นความฝันและอากาศให้ออกมาเป็นชิ้นงานที่คนอื่นจะเชื่อและเห็นตามนี่ไม่เคยง่ายเลยค่ะ ต้องเห็นชัด ต้องเชื่อแรง และต้องทำจริง สามเงื่อนไขนี้ต้องใช้แรงกำลังมหาศาล

มาดอนน่ายังคงร้องเพลง เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแม่ของลูก ออกแบบอะไรต่อมิอะไร แล้วยังมากำกับหนังอีก แต่ก็คงเพราะเธอมีสามเงื่อนไขที่ว่าอยู่ครบนั่นละนะคะ งานถึงได้สำเร็จออกมาได้ แล้วก็ไม่ขี้เหร่เสียด้วย

W.E. เล่าเรื่องของผู้หญิงสองยุคควบคู่กันไป ผู้หญิงยุคใหม่คนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามี แล้วย้อนความคิดคำนึงไปถึงประวัติศาสตร์ความรักก้องโลก ระหว่าง นางวอลลิส ซิมป์สัน และกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 เรื่องราวนี้ละสำคัญนัก เพราะทำให้ใครต่อใครพากันทึ่งและเกิดคำถามว่า จะมีผู้ชายคนไหนอีกบ้างนะ ที่ยอมเสียสละเพื่อผู้หญิงที่รักได้มากขนาดนั้น ขนาดสละราชบัลลังก์ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อให้ได้อยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองได้เลือกแล้ว

ประวัติศาสตร์บอกเล่ามาในแง่เข้าข้างผู้ชายค่ะ มาดอนน่าเธอวิพากษ์ไว้ในหนัง แล้วเธอก็ตั้งคำถามต่อว่า ไม่เห็นมีใครแคร์บ้าง ว่านางวอลลิสต้องเสียสละอะไรบ้าง โดนกระทำอย่างไรบ้าง เพื่อมาใช้ชีวิตคู่กับคิงเอ็ดเวิร์ด
นั่นสินะ ... อาจเป็นเพราะสิ่งที่คิงเอ็ดเวิร์ดทิ้งมา สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมและดูมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ละทิ้งประเทศชาติและประชาชนเพื่อผู้หญิงเพียงคนเดียว อืออมมมม ... มิใช่น้อย ไม่ใช่เล่น

ความลึกลับในความแตกต่างระหว่างความเป็นหญิงกับความเป็นชายยังคงสร้างความประหลาดใจได้อย่างสม่ำเสมอนะคะ เหตุการณ์เดียวกัน หญิงชายมองคนละอย่าง คิดคนละมุม ตัดสินใจด้วยคนละเงื่อนไขและเหตุผล เพราะต่างก็มีความรู้สึกและความคิดเป็นของตัวเอง และแสดงออกมาได้แตกต่างกัน
ครูมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพี่ชายหลายคน พวกเขาเคยพยายามอธิบายให้ครูเข้าใจถึงทัศนคติของเพศชายที่มีต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้ครูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจได้ทุกครั้ง เพราะสิ่งที่เขาบอกว่า “ผู้ชายไม่คิดอย่างนั้นหรอก” หรือ “ผู้ชายไม่เห็นอย่างนั้นหรอก” น่ะ มันทำให้ครูทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจได้ในเวลาเดียวกัน : P

หนังเรื่องนี้มีฉากผู้ชายในฐานะสามีทำร้ายร่างกายภรรยาอย่างร้ายแรงด้วยค่ะ บางคนคงไม่เข้าใจเหมือนๆ กันครูนั่นแหละ ว่าทำเข้าไปได้อย่างไร นี่คนที่ตัวเอง(เคย?)รักนะ เขาตัวเล็กบอบบางกว่าด้วย ครูเคยถามประเด็นนี้จากพวกพี่ชายเหมือนกันค่ะ พี่คนหนึ่งพยายามอธิบายประมาณว่า ผู้ชายพวกนั้นคงอยู่ในสภาวะเหมือนตัวจะระเบิดแตก ทำอะไรไม่ได้แล้ว เลยต้องปล่อยแรงออกไปกระแทกกับอะไรสักอย่าง ไม่ได้ใช้ความคิดเลย รู้แต่พลังข้างในมันอวลคลั่งถาโถม น่าจะเหมือนหมาดุร้ายที่ได้กลิ่นเด็กอ่อนยั่วจมูก แล้วต้องเข้าไปฟัด ไม่ได้กะให้เจ็บให้ตาย เพราะไม่ได้คิดถึงอีกข้างเลยสักนิด นึกแต่ว่าตัวเองต้องปล่อยสิ่งที่จะระเบิดอยู่ข้างในออกไปเท่านั้น แล้วพอทำไปแล้วก็จะเสียใจหนัก อับอาย เจ็บปวดภายใน แล้วโอกาสจะเกิดซ้ำก็มีสูง … ครูฟังๆ แล้วก็รู้สึกเหมือนจะเข้าใจ แต่แล้วก็กลับไปอยู่ข้างไม่เข้าใจเหมือนเดิม เพราะคนรอบตัวที่เป็นผู้ชายทำร้ายผู้หญิงก็ไม่มีเสียด้วย ถามใครทุกคนก็อธิบายได้แต่ความน่าจะเป็นทั้งหมด
เมื่อคืนครูดูซีรีส์ญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ ชื่อ Last Friends มีตัวละครชายที่ซ้อมแฟนสาวเหมือนกัน ไม่ได้เมาด้วยนะคะ แต่เหมือนเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของอย่างหนึ่ง และเพื่อขู่ให้ผู้หญิงกลัวและทำตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้น ห้ามขัดคำสั่ง ห้ามผิดสัญญา(ที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย) และด้วยอารมณ์หึงหวง ซึ่งเจ้าตัวให้เหตุผลว่าเพราะรักมากจึงไม่อาจห้ามใจ(ที่จะไม่ซ้อม) แถมโทษผู้หญิงว่า นิสัยไม่ดี ไม่รักษาสัญญา ทำให้ต้องเจ็บตัว(คิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด) ในขณะที่ตัวละครอื่นคิดว่า นั่นเป็นการรักตัวเองต่างหาก
แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร ครูคิดว่าผู้ชายที่ซ้อมผู้หญิงได้นี่ แกป่วยนะคะ แค่เขวี้ยงปาทำลายข้าวของ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้นี่ก็ไม่ปกติแล้วละ เยอะเกินแล้ว นี่ถึงขนาดทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่า แต่ที่น่าสงสัยพอกันก็คือ ผู้หญิงก็ยอมให้ซ้อมอยู่ได้ แถมเข้าอกเข้าใจ ว่าเขารักมากน่ะสิ แล้วก็โทษตัวเองว่า คงไม่ดีพอเองนั่นละ จึงถูกลงโทษแบบนี้ คราวหลังก็ต้องพยายามทำให้ถูกใจ จะได้ไม่มีเรื่องอีก ... แหม นี่ก็ช่างเข้าอกเข้าใจกันดีแท้ สรุปแล้วน่าสงสารพอกันทั้งคู่เลยค่ะ

นอกจากเรื่องผู้ชายซ้อมผู้หญิงที่ติดความคิดออกมาหลังจากดูหนังจบแล้ว เกี่ยวกับบทบาทที่ทั้งสองฝ่ายมีต่อกันก็น่าสนใจนะคะ W.E. นำเสนอบทบาทของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชายไว้มากทีเดียว ออกไปในทางสตรีนิยมไม่น้อย จะว่าไปมาดอนน่าเธอก็เป็นผู้หญิงแถวหน้าของโลก ผู้หญิงในเรื่องเล่าของเธอก็ไปในทำนองนั้นละค่ะ เป็นคนมีความคิด พยายามแก้ไขปัญหา มองการณ์ไกล มีสมอง ประเภทว่าจะให้อยู่บ้านนิ่งๆ เฉยๆ ตามเขาไปเรื่อยๆ คงทำไม่เป็น
ถ่ายภาพสวยนะคะเรื่องนี้ เพลงประกอบก็เพราะ ได้รับรางวัลแล้วไม่น้อยสำหรับด้านเพลงและดนตรีประกอบภาพยนตร์ รสนิยมโดยรวมของหนังใช้ได้ทีเดียว ทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง การตีความ การออกแบบ และการถ่ายทำ
ครูไปดูที่ House RCA ค่ะ : )




โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง